ประวัติ หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ
บ้านทาม หมู่ที่ 1,9 ตำบลทาม ความหมายของชื่อหมู่บ้าน หมายถึง ที่ลุ่มมีน้ำท่วมถึงมีประวัติของหมู่บ้านดังนี้
ในปี พ.ศ. 2350 ท้าวพรหมได้พาครอบครัวอพยพมาตั้งหลักทางด้านทิศเหนือของบ้านลาดทรายให้ชื่อว่า บ้านเต๋อ ปัจจุบันบ้านเต๋อคือบ้านทาม โรงเรียนบ้านทามตั้งเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2483
บ้านหมัด หมู่ที่ 3,10 ตำบลทาม ความหมายชื่อหมู่บ้านหมัด หมายถึง สัตว์ชนิดหนึ่งมีหน้าคล้ายสุนัขแต่สั้นกว่าลำตัวและขาคล้ายหมูชาวบ้านเรียกว่าหมัด ปัจจุบันนี้ได้สูญพันธุ์ไปแล้ว
เดิมบ้านหมัดเรียกว่า “บ้านโนนโพธิ์” ซึ่งต่อมาชาวบ้านหมัดได้อพยพมาจากบ้านชีทวน บ้านแก้ง บ้านหวายและหมู่บ้านนี้ไม่มีการขยายให้ใหญ่โตขึ้น มีแต่ย้ายอพยพไปอยู่ถิ่นอื่นเรื่อย ๆ ต่อมาได้เรียกชื่อบ้านนี้ใหม่ว่า “บ้านหมัด” เพราะบริเวณที่ตั้งหมู่บ้านนี้เป็นดงไม้ขนาดใหญ่ มีสัตว์ชนิดหนึ่งหน้าคล้ายสุนัข ลำตัวและขาคล้ายหมู ชาวบ้านเรียกกันว่า “หมัด” ปัจจุบันนี้สูญพันธุ์ไปแล้ว ต่อมาชาวบ้านเห็นว่าไม่สมควรเรียกว่าหมัด จึงเรียกชื่อบ้านกันใหม่ว่า “บ้านโนนทุ่งไทยน้อย” เพราะว่ามีหนองทุ่งไทยอยู่ทิศใต้ของบ้านประมาณ 1 กิโลเมตร แต่ชาวบ้านก็ไม่นิยมเรียกชื่อนี้ กลับมาเรียกชื่อ “บ้านหมัด” เหมือนเดิม โรงเรียนบ้านหมัดตั้งเมื่อ พ.ศ. 2480
บ้านผึ้ง หมู่ที่ 4,5,7,8,12 ตำบลทาม ความหมายของชื่อหมู่บ้าน หมายถึง หมู่บ้านที่ผึ้งมาอาศัยทำรังอยู่เป็นจำนวนมาก ประวัติของชื่อหมู่บ้านมีดังนี้
ข้อมูลเดิมสถานที่ตั้งหมู่บ้านในปัจจุบันเป็นโนนสูง (เนินสูง) น้ำท่วมถึงได้ยาก ทางด้านทิศตะวันออก หมู่บ้านเป็นป่าดงใหญ่มี ลิง ค่าง บ่าง ชะนี ตลอดจนเสือและงู อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีสัตว์จำพวกแมลงอาศัยอยู่มากมายและที่มากที่สุดก็คือ “ผึ้ง” ชาวบ้านจึงตั้งชื่อป่าว่า “ดงผึ้ง” และตั้งชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านผึ้ง” และดงผึ้งก็กลายเป็น “ดงปู่ตา” ประจำหมู่บ้านตราบเท่าปัจจุบัน หมู่บ้านนี้ตั้งประมาณ พ.ศ. 2410
บ้านเจี่ย หมู่ที่ 2,6,11 ตำบลทาม ความหมายชื่อหมู่บ้าน หมายถึงการอพยพข้ามน้ำโดยวิธีขี่หลังกันเพื่อมาตั้งรกรากที่บริเวณนี้ ประวัติหมู่บ้านมีดังนี้
พระยาเพชรราษฎร ซึ่งมาจากบ้านคาชีช่วน ซึ่งปัจจุบัน (ท่าเค็ง) อีกทางหนึ่งมาจากบ้านเก่าผักอีตู่ ซึ่งเป็นเชื้อสาย ข่า (ขอม) ในตอนนั้นบ้านได้รับความเดือดร้อน หมู่บ้านถูกน้ำท่วมมากทำให้ไม่มีที่อยู่อาศัยจึงได้พากันอพยพในสมัยนั้นไม่มีรถรา หรือเรือแพจึงต้องเดินทางกันด้วยการเดินเท้าเปล่า ซึ่งการเดินทางมีความลำบากมาก ลูกเล็กเด็กแดงก็ต้องขนกันมาจึงต้องใช้วิธีการ “เจี่ย” (ขี่หลังกัน) ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นที่มา
ของชื่อบ้านเจี่ยและได้ตั้งชื่อว่า “บ้านเจี่ย” ขึ้นตำบลทาม อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี นายอำเภอเขื่องใน ชื่อหลวงบริคุตรราชได้เลือกผู้ใหญ่บ้านผู้มีอิทธิพลในตำบลทาม คือ พระยาพรมจักร์และนายเสน สู่เสน ผู้ใหญ่บ้านเจี่ย หลวงบริคุตรราชเห็นว่า นายเสน มีชื่อไม่เหมาะสมท่านจึงได้เปลี่ยนชื่อนายเสน มาเป็นนายสรปัญญา สู่เสน เป็นผู้ใหญ่บ้านเจี่ยและต่อมาตำบลทามจึงได้แยกมาขึ้นอำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษจนถึงปัจจุบัน


ท่องเที่ยวในตำบลทาม
วัดป่าโนนบ้านเปือย
ประวัติวัดป่าโนนบ้านเปือย
ลุปี พ.ศ 2325 นางสุชาดา ท้าวคำอ่อน นางบุญแพง พร้อมด้วยสมาชิกอีกจำนวนหนึ่ง เดินทางไปถึงทางทิศเหนือของทุ่งหนองหัวช้าง และได้ตั้งหลักแหล่งอยู่บริเวณดงเปือยเพราะเห็นว่าเป็นที่เหมาะสมใกล้แหล่งน้ำ ในระหว่างที่อยู่โนนบ้านเปือยนี้ผู้นำหมู่บ้านทั้ง 3 คน ได้มีศรัทธาแก่กล้าในอันที่จะสร้าง ศาสนา สถาน ด้วยการสร้างอุโบสถ และเสนาเสนะ ดังมีหลักฐานปรากฏให้เห็น
ว่ามีซากปรักหักพังของอุโบสถ ให้เห็นจนทุกวันนี้ (ปัจจุบันได้รับการซ่อมแซม) มี ดงปู่ตา อยู่บริเวณเถียงนา พ่อวันทอง เชื้อทอง ซึ่งบริเวณนั้นมีต้นหมากกระเบา เป็นจำนวนมาก มีสัตว์นานาชนิดอาศัยอยู่โดยเฉพาะฝูงลิงนั้นมีจำนวนมาก (ปัจจุบันสัตว์เหล่านี้สูญ หายไปหมด) ถัดลงไปจากดงปู่ตามีบ่อน้ำซับ เรียกกันว่า “ส่างหอ” มีน้ำไหลออกจากบ่อตลอดทั้งปี เป็นแหล่งน้ำดื่มของชุมชนชาวบ้านเปือยในสมัยนั้น ปัจจุบันเป็นสถานที่ที่ร่มรื่นเหมาะที่จะไปทำบุญหรือพักผ่อนหย่อนใจ การเดินทางก็สะดวกสบาย
ประวัติความเป็นมาของการฟ้อนกลองตุ้ม ชุมชนบ้านผึ้ง
ตามประวัติบ้านผึ้งซึ่งก่อตั้งมานานประมาณ 200 กว่าปีมาแล้ว ได้มีการกล่าวถึงการฟ้อนกลองตุ้มจากบุคคลที่มีอายุมากกว่า 100 ปีแล้วว่า เป็นศิลปะการแสดง อย่างหนึ่งของชุมชนบ้านผึ้งที่อนุรักษ์ไว้มานานมากแล้ว ท่าน เกิดมาก็เห็นการฟ้อนกลองตุ้ม ในสมัยที่เริ่มมีประเพณีบุญ บ้อง ไฟ เพราะเป็นการแสดงออกที่หมายถึงการมีความ สามัคคี การมีระเบียบวินัยซึ่งจะฝึกกันในตอนกลางคืน และ กลางวัน ก่อนที่จะมีประเพณีบุญบ้องไฟ บางครั้งจะฝึกก่อน การแสดงจริง 1 เดือน ดั้งเดิมนั้นจะมีเฉพาะคนที่มีอายุมาก แล้วหรือประมาณ 50 ปี – 70 ปีขึ้นไป และจะเป็นผู้ชายทั้งหมด ต่อมาได้มีผู้หญิงเข้าร่วม และในปัจจุบัน ยังมีเยาวชน ทั้งชาย หญิงเข้าร่วมอีก แต่สรุปแล้วเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง จำนวนผู้ แสดงไม่จำกัด แต่ส่วนมากจะประมาณ 20 – 30 คนขึ้นไป ส่วน ในตอนกลางคืนสมัยก่อนไม่มีไฟฟ้า จึงใช้กระดิ่ง ขอ ขิก หรือลูก กระพรวนแขวนเพื่อให้ได้ยินเสียงพร้อมประกอบจังหวะในการก้าว เดิน เมื่อผู้แสดงสมัยก่อนเป็นคนมีอายุมากจังหวะจึงเป็นจังหวะที่ ช้าๆ ไม่เร่งรีบอุปกรณ์สมัยก่อนไม่มีอะไรมาก มีเครื่องดนตรี 2 อย่างคือ กลองสองหน้า และพางอาด หรือ ปางอาด ซึ่งปัจจุบัน ยังใช้อุปกรณ์เหมือนเดิม ท่ารำก็จะเป็นท่าง่ายๆ เวลาแสดงจริงจะมีจะมีการผูกชายผ้าต่อกัน เพื่อเป็นการไม้ให้แยกหรือแตกขบวน และสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ ถ้าคนใดหยุดก็หยุดด้วย ถ้าคน ใดมีเหตุจำเป็นจริงๆ ก็จะแก้ชายผ้าออกแล้วออกจากขบวนส่วน ที่ เหลือก็จะต่อชายผ้ากันใหม่อีกครั้งไม่ให้ผ้าหลุดออกจากกัน แต่ ใน ปัจจุบันบางครั้งก็ไม่ผูกผ้าเพราะมีหลายอายุ หลายวัย หลายขนาด และยุ่งยากในการทำกิจกรรมส่วนตัว แต่บางครั้งก็ผูก แล้วแต่ข้อตกลงของขบวนดั้งเดิมจะเป็นแถวเรียงเดี่ยวและมี นายท้ายขบวนกำกับอยู่ส่วนท้ายของแถว แต่ถ้าขึ้นแสดงบนเวทีจะ ปรับเป็นรูปแบบต่างๆ ตามที่เหมาะสม 
กุดเจี่ย
กุดเจี่ย คือ แหล่งขนาดใหญ่และยาว มีน้ำตลอดปี เป็นแหล่งพักผ่อนใจของคนในชุมชน โดยเฉพาะฤดูน้ำหลากนักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือชมทิวทัศน์ทั้งสองริมฝั่ง ผ่านกุดอิฐ กุดโพง กุดตากล้า ยาวไปจรดแม่น้ำชี ในช่วงออกพรรษา วัยรุ่นชาวบ้านเจี่ยจะรวมกลุ่มกันซ้อมพายเรือ(เรือขนาดบรรจุฝีพาย 50 คน) เป็นภาพที่สวยงามน่าชมมาก
กุดเจี่ย อยู่ห่างจากหมู่บ้านเจี่ย ตำบลทาม อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ ประมาณ 300 เมตร มีเส้นทางสัญจรไปมาอย่างสะดวกสบาย
องค์การบริหารส่วนตำบลทาม อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ
สถานที่ท่องเที่ยว อบต.ผักแพว .jpg)
.jpg)
วัดป่าหนองแคน
ก่อตั้งเมื่อ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2538 โดยมีพระอาจารย์บัวสอน อาภสฺสโร (โสดามุข) เจ้าอาวาสคนปัจจุบันร่วมกับ ชาวบ้านหนองแคน และญาติโยมทายกทายิกาผู้มีจิตศรัทธา ซึ่งได้รับการบริจาคที่สร้างวัดจากนางสมใจ จันใด ประมาณ 11 ไร่ เพื่อสร้างวัด วัดป่าหนองแคนเป็นวัดที่สร้างขึ้นโดยยึดแนวคิดความเป็นธรรมชาติและความสงบในการปฏิบัติธรรม ซึ่งสังเกตได้จากบริเวณวัดที่มีบรรยากาศร่มรื่น จากต้นไม้และดอกไม้นา ๆชนิด เช่นต้นยาง ต้นตะเคียน ต้นนนทรี ต้นสะเดา ต้นขยูง ต้นลำดวน และต้นไผ่ มีพระสงฆ์ที่จำวัดอยู่จำนวน 8 รูป สามเณร 3 รูป และแม่ชี 3 รูป โดยมีศาสนสถานแบ่งเป็น ศาลาการเปรียญ 1 หลัง กุฏิ 5 หลัง ที่พักอุบาสกอุบาสิกา 5 หลัง ศาลาเอนกประสงค์โรงครัว 1 หลัง โรงย้อมจีวร 1 หลัง ห้องน้ำ 20 ห้อง และห้องน้ำพระ – เณร 20 ห้อง วัดป่าหนองแคนยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจด้านธรรมะ มาร่วมกิจกรรมทำวัตรสวดมนต์เช้า – เย็น โดยเฉพาะวันพระ ญาติโยมจะมาทำบุญจำศีล ภาวนาตลอดทั้งคืน รวมทั้งเยาวชน จำนวน 30 – 40 คน และนอกจากนั้นยังสามารถใช้สถานที่ฝึกอบรมเยาวชนได้ด้วย จากภาพรวมของวัดแสดงให้เห็นถึงความเลื่อมใสศรัทธาของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเข้ามาร่วมกันทำบุญ หรือร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก ดังคำขวัญวัดป่าหนองแคน คือ วัดป่าหนองแคน แดนมหัศจรรย์ สวนหย่อมแดนสวรรค์ ชื่นสรรค์ไม้ยางนา ศาลาฝ้าไม่ไผ่โบราณ ลานใจแหล่งวัฒนธรรม งามล้ำพระชินสีห์ ตำนานผีโนนเสาเอ้ สิ่งที่น่าสนใจอีกสิ่งหนึ่งของวัดคือ ศาลาการเปรียญส่วนใหญ่สร้างจากไม้ที่ชาวบ้านไม่ได้ใช้งานแล้ว โดยนำมาสร้างศาลาการเปรียญและกุฏิ ตามแนวความคิดของพระแต่ละรูป จึงเป็นผลงานที่น่าทึ่งมาก และคงไว้ซึ่งธรรมชาติที่สวยงาม .jpg)
.jpg)
การเดินทาง
รถส่วนตัว
รถประจำทางสาย กันทรารมย์ – บ้านจาน
ที่ตั้ง.jpg)
.jpg)
วัดป่าหนองแคน ตั้งอยู่ห่างจากบ้านหนองนาน้อย(บ้านหนองแคน)ม.10 ต.ผักแพว อ.กันทรารมย์
จ.ศรีสะเกษ ประมาณ 1.5 กิโลเมตร ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 7 ถนนสายกันทรารมย์ – บ้านจาน .jpg)
.jpg)
.jpg)